Category

Uncategorized

Category

หากคุณมีธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มียอดของผู้เข้าชมเว็บไซท์เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเลขของยอดขายไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และนักลงทุนของทุนก็กำลังเพิ่งเล็งสอบถามถึงยอดขายที่ควรจะเป็น คำถามคือเราทำอะไรผิดพลาดไปรึเปล่า? ทำไมยอดขายกลับไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซท์ รวมถึงเราจะมีวิธีการอย่างไรในการเพิ่มยอดลูกค้าและทำให้เว็บไซท์ของเราปรากฎต่อสายตาลูกค้าเพิ่มมากขึ้นไปอีก แล้ววิธีการแบบใดที่จะสามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซท์เป็นลูกค้าจริงๆ นี่คือสรุปวิธีต่างๆที่ช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ดังนี้ ในยุคที่กระแสของอีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมอย่างสูง ทำให้ผู้คนมากมายต่างพุ่งความสนใจในการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซของตนเอง โดยบ่อยครั้งที่พวกเขาโฟกัสไปยังยอดผู้เข้าชมเว็บไซท์แต่นั่นอาจไม่ใช่หัวใจหลักสำคัญเท่ากับยอดขายจริงที่ทำได้ ด้วยเหตุผลนั้นเองเจ้าของธุรกิจควรมุ่งโฟกัสในการทำอย่างให้ลูกค้าเกิดการซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทมากกว่า วิธีเพิ่มลูกค้าให้กับธุรกิจของคุณ สร้างความเชื่อมั่นในตัวสินค้า วิธีปฏิบัติที่ทำกันมาผิดๆคือการพยายามอวดอ้างสรรพคุณสินค้าเกินจริง ซึ่งทำให้ตัวลูกค้าเองอาจเกิดความสงสัยในใจเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ เนื่องจากปัจจุบันในโลกอินเตอร์เน็ตผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเราควรพูดในสิ่งที่เป็นความจริง และไม่อวดอ้างอะไรที่เกินสรรพคุณของสินค้าที่ขายอยู่ การสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าคือการอธิบายสรรพคุณที่ถูกต้อง ตั้งราคาที่เหมาะสมให้แก่สินค้าและบริการนั้นๆ มากไปกว่านั้นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้ายังรวมไปถึงการใส่ใจรายละเอียดอื่นๆ อาทิการเสนอช่องทางการชำระเงินหลากหลายรูปแบบตามความถนัดของลูกค้า, วิธีการขนส่ง รวมไปถึงระบบความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลลูกค้า นอกไปจากนั้นแล้วการที่ร้านค้าของเราสามารถแสดงผลได้ในหลายอุปกรณ์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าอีกด้วย เปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซท์ให้เป็นลูกค้า เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซท์คือปัจจัยสำคัญต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และผลต่อการเพิ่มลูกค้า อย่างไรก็ตามเราควรคำนึงถึงคุณภาพของผู้เข้าชมเว็บไซท์ที่สามารถผันเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้จริงด้วย ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายคนเชื่อมั่นว่าการทำ SEO (Search Engine Optimization) นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการเรียกผู้ชมเข้าสู่เว็บไซท์ของเรา แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากผู้ชมเว็บไซท์ไม่เกิดการซื้อสินค้าของเรา ส่งผลให้ยอดขายไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการเรียกผู้ชมเข้ามายังหน้าเว็บไซท์ร้านค้าของเราแล้วนั้น ขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำคือการให้ข้อมูลสินค้าและบริการรวมไปถึงสร้างแรงจูงใจของผู้ชมให้อยากซื้อสินค้าและบริการของเรา หากคุณทำได้เช่นนี้ ก็จะทำให้ยอดขายของคุณเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน สร้างการยอมรับของตัวสินค้าและบริการผ่านเว็บกระทู้สนทนาและโซเชียลมีเดีย การสร้างการยอมรับในสินค้าและแบรนด์ผ่านเว็บกระทู้สนทนา เช่น พันทิพและจีบัน หรือโซเชียลมีเดียทั้ง เฟสบุค อินสตาแกรม และ ทวิตเตอร์ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและนิยมทำกันในยุคปัจจุบัน โดยการนำข้อมูลสินค้าของเราไปอยู่ในที่ที่ผู้บริโภคเข้าไปหาข้อมูลหรือรีวิวผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มการตระหนักและการยอมรับสินค้าและบริการของผู้บริโภค เราสามารถทำการ tie-in โฆษณาสินค้าของเราในวงสนทนาที่มีหัวข้อเกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา แต่อย่างไรก็ตามวิธีดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงเรื่องวิธีในการ tie-in อย่างสร้างสรรค์ ไม่สร้างความอึดอัดให้กับผู้อ่านจนกลายเป็นกระแสต่อต้านสินค้าของเราแทน พยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ การรักษาฐานลูกค้าเดิมนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างมาก เนื่องจากจากลูกค้าเดิมที่ซื้อสินค้าและบริการของเราไปแล้วนั้นมีโอกาสที่แนะนำหรือบอกต่อเกี่ยวกับสินค้าของเราไปยังเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือคนรู้จักอื่นๆ วิธีการรักษาฐานลูกค้าเดิมนั้นทำได้ไม่ยาก อาทิ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านข่องทางโซเชียลมีเดีย…

Sales Forecast (การพยากรณ์ยอดขาย หรือ การคาดการณ์ยอดขาย) เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะอยู่ในจุดไหน ทั้งเพิ่งเริ่ม หรือกำลังจะเริ่ม ไม่ว่าอย่างไรการทำ Sales Forecast เพื่อคาดการณ์ยอดขายก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าธุรกิจของคุณจะโตได้แค่ไหนในระยะเวลานั้นๆ แล้ว Sales Forecast คืออะไร? เพิ่งจะเริ่มธุรกิจเองแล้วจะพยากรณ์ได้ยังไง? ในบทความนี้จะใช้ตัวอย่างง่ายๆในการพูดถึงเรื่องการคาดการณ์ยอดขายโดยการใช้Sales Forecast หรือ การพยากรณ์ยอดขาย Sales Forecast การพยากรณ์ยอดขาย คืออะไร? Sales Forecast หรือ การคาดการณ์ยอดขาย การพยากรณ์ยอดขาย จะเข้ามามีความสำคัญในเวลาที่คุณกำลังสงสัยว่าธุรกิจของคุณจะเป็นยังไงในอีกสองสามเดือนข้างหน้า หรือในปีหน้า Sales Forecast คือกระบวณการในการพยากรณ์ยอดขายในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ โดยสามารถจะจัดทำขึ้นทุกเดือน ทุกไตรมาศ หรือทุกปี แล้วแต่ความต้องการและความจำเป็นสำหรับบริษัทของคุณ ทำไมSales Forecastถึงสำคัญ? สำหรับธุรกิจที่ตั้งตัวได้แล้ว Sales Forecast ที่บอกถึงยอดขายในอนาคต เป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้กำหนดการเติบโตของบริษัท เป็นที่รู้กันดีกว่ายอดขายคือหัวใจของบริษัท Sales Forecast จึงส่งผลกระทบไปในส่วนต่างๆของบริษัท ทั้งกระแสเงินสดของบริษัท จำนวนพนักงาน รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้ลงทุนอีกด้วย ในอีกด้านหนึ่ง Sales Forecast เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพ เพราะมันทำให้ผู้ประกอบการสามารถทำการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีข้อมูล รวมถึงเวลาที่คุณเชิญใครมาลงทุน มันก็คงจะยากถ้าจะให้เขาเชื่อแค่คำพูดของคุณ คุณต้องนำเสนอว่าธุรกิจของคุณจะประสบความสำเร็จด้วยการแสดงข้อมูลและตัวเลข ซึ่งการทำ Sales Forecast ก็จะมีประโยชน์ในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทำSale Forecast อย่างไร? มีหลายวิธีในการทำ Sales Forecast ซึ่งถ้าจะลงในลึกในรายละเอียด อาจจะทำให้คนที่เพิ่งทำเริ่มธุรกิจเกิดความงงได้…

คุณจำความรู้สึกแรกตอนก่อตั้งบริษัทได้ไหม ภาพของออฟฟิศขนาดใหญ่ พนักงานเป็นร้อย คุณเป็นหัวหน้า เป็น CEO แล้วตอนนี้ล่ะ? คนส่วนมากมีภาพในใจว่าธุรกิจจะต้องยิ่งใหญ่ แต่โลกความเป็นจริงนั้นยากลำบาก ยิ่งแย่สำหรับคนเหล่านั้นคือภาพในใจถูกทิ้งไว้ด้านหลัง และวันๆทำได้แค่พยายามทำให้ธุรกิจรอด ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น ก็ได้เวลาตื่น ตื่นและลุกขึ้นมาเปลี่ยน เอาภาพตอนนั้นกลับมาเพราะมันไม่ใช่แค่ความฝัน มันเป็นจริงได้ถ้าคุณลงมือทำ วิธีการขยายธุรกิจ การเติบโต ขยายกิจการ ไม่จำเป็นจะต้องจ้างคอนซัลท์แพงๆมาช่วย ธุรกิจของคุณสามารถเติบโตได้ถ้าคุณมีความพยายามมากพอที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับมัน คุณสามารถเริ่มต้นขยายทีละน้อย อย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ บทความนี้จะช่วยคุณขยายธุรกิจด้วยวิธีง่ายๆต่อไปนี้ 1. จับตลาดลูกค้าเดิม หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการขยายกิจกาลคือการทำงานกับลูกค้าที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพ การขายสินค้าใหม่ให้ลูกค้าเก่าง่ายกว่า และประหยัดกว่าการขายสินค้าที่มีอยู่แล้วให้ลูกค้าใหม่ ด้วยเหตุนี้เองคุณต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อเป็นประจำ หมั่นรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเอาไว้ แม้ว่าลูกค้าจะทำการซื้อกับคุณจบไปแล้ว พวกเขาซื้อของๆคุณท่ามกลางตัวเลือกอีกมากมายของคู่แข่ง นี่แปลว่าเขาเชื่อมั่นในตัวคุณและคุณควรจะพร้อมตอบรับความเชื่อมั่นของพวกเขา สร้างการติดต่อที่ดีกับลูกค้าด้วยการถามฟีดแบคหรือถามความคิดเห็นหลังจากลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้ว ถามลูกค้าว่าได้รับความไม่สะดวกอะไรระหว่างการซื้อหรือเปล่า มีอะไรที่คุณสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีกไหม อย่าคิดแค่ว่าคุณมีสินค้าที่ดีแล้วลูกค้าจะพูดปากต่อปากเอง อย่าคิดแบบนั้น จงไปขอให้ลูกค้าแนะนำสินค้าของคุณให้คนอื่นต่อๆไป 80%ของผู้บริโภคปัจจุบันเชื่อคำพูดของเพื่อนหรือครอบครัว มากกว่าคำพูดของบริษัทต่างๆ ดังนั้น จงไปถามลูกค้าที่พอใจกับสินค้าของคุณ ว่าพวกเขามีคนอื่นที่ต้องใช้สินค้าหรือบริการแบบนี้อีกไหม หรือมีใครที่สนใจซื้อสินค้าของคุณ ต่อจากนั้นคุณก็ไปfollow upกับลูกค้าที่ถูกแนะนำมาต่อไป เท่านี้ตลาดลูกค้าเดิมก็จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหาลูกค้าเพิ่มสำหรับธุรกิจของคุณ 2. ปรับปรุงสินค้าให้ดีขึ้น ก้าวถัดไปของการขยายกิจกาลคือการปรับปรุงสินค้า คุณไม่จำเป็นจะต้องพัฒนาสินค้าใหม่ แต่ลองหาวิธีใหม่ๆในการใช้สินค้าที่มีอยู่แล้วของคุณ ยกตัวอย่างเช่น ยอดขายของ เทปกาว ปริโตเลียมเจล เครื่องดื่มอันลม ต่างมียอดขายที่สูงขึ้นเมื่อคนรู้ว่าสามารถนำไปดัดแปลงใช้ในแบบอื่นๆได้อีกมาก หรือความต้องการบะหมี่สำเร็จรูปมีสูงขึ้นในตลาดเอเชียเนื่องมาจากเทรนด์การเอาบะหมี่สำเร็จรูปมาดัดแปลง ใส่เครื่องปรุงต่างๆ ทั้งๆที่คนซื้อรู้ทั้งรู้ว่าบะหมี่สำเร็จรูปไม่ใช่อาหารเฮลตี้ดีต่อสุขภาพ ก้าวต่อมาในการปรับปรุงสินค้าคือการกระจายตัว ลองมองในมุมของของผู้ซื้อ แล้วคิดว่าผู้ซื้อต้องการอะไรอีกแตกออกไปจากสินค้าของคุณ คุณอาจจะสามารถเข้าไปอยู่ในอีกส่วนของตลาดด้วยสินค้าประเภทที่คล้ายๆกัน ยกตัวอย่างเช่น สตูดิโอถ่ายรูป ก็สามารถนำกรอบรูปมาขายและให้บริการปรินท์รูปด้วย หรือถ้าเป็นห้องพัก ก็สามารถเพิ่มบริการ อาหาร ซักผ้า…